บทที่ 1 ผีจับหัว

“ปราง...”

เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง

หญิงสาวที่กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมชะงักมือทันที เธอค่อยๆ หันกลับไปมองข้างหลัง ก็ไม่มีใคร

“คิดมากไปเองยัยปราง”

เธอพูดปลอบใจตัวเองแล้วเดินไปนั่งลงที่ปลายเตียง ช่วงนี้เธอนอนไม่ค่อยหลับ ตั้งแต่ 'เดช' เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามเดือนก่อน เธอก็ฝันถึงเขาบ่อยขึ้น แต่เสียงเมื่อครู่... เธอคิดว่าคงเป็นเพราะตัวเองเหนื่อยจากงาน พรุ่งนี้ต้องเข้าออฟฟิศแต่เช้า

หญิงสาววางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนล้มตัวลงนอน

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...

มะปรางลืมตาขึ้น เสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าห้อง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา 02:13 น.

“ใครมาเคาะเวลานี้วะ...”

เธอตัดใจลุกขึ้นเดินไปที่ประตู

“ใครคะ?”

ไม่มีเสียงตอบกลับ มะปรางส่องตาเข้ากับช่องตาแมว ทางเดินหน้าห้องไม่มีวี่แววของคน

“สงสัยห้องอื่นเคาะมั้ง” เธอพึมพำแล้วทำท่าจะเดินกลับ

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...

เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังมาจากด้านในห้อง...

“ไม่ตลกนะ...”

เธอเดินกลับไปที่เตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟฉายส่องไปรอบห้อง แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

“คงหูฝาดแหละ” หญิงสาวปิดไฟแล้วกลับไปนอนใต้ผ้าห่ม

ผ่านไปไม่ถึงห้านาที เสียงเคาะก็ดังขึ้นอีก

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...

ครั้งนี้มันดังมาจากประตูห้องนอนจริงๆ มะปรางรีบดูกล้องในโทรศัพท์ ภาพกล้องวงจรปิดหน้าห้องปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ไม่มีใครยืนอยู่เลยสักคน

“เห็นไหม ไม่มีใครสักหน่อย” เธอพึมพำกับตัวเอง

แล้วเสียงหนึ่งก็ดังกระซิบที่ข้างหู

“ปราง”

มะปรางตัวแข็งทื่อ เสียงนั้น... เธอจำได้แม่น

“ปราง เปิดประตูให้พี่”

โทรศัพท์ในมือแทบร่วงหล่น

“พี่เดช...?”

“พี่กลับมาหาแล้ว”

มะปรางรีบถอยไปชิดกับหัวเตียง “เป็นไปไม่ได้...”

“พี่คิดถึงปราง”

“ไม่! พี่เดชตายไปแล้ว!”

เสียงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมา

“แล้วไง”

“คนตายแล้วจะกลับมาได้ยังไง!”

“พี่บอกแล้วไง...”

“ต่อให้พี่ตาย พี่ก็ไม่ปล่อยปรางไป”

มะปรางรีบคว้าผ้าห่มมาคลุมหัว เธอสั่นไปด้วยความกลัว แม้เสียงจะเงียบหายไปแล้ว แต่เธอก็นั่งขดตัวอยู่บนเตียงเกือบชั่วโมง ก่อนจะกล้าโผล่หัวออกมามองรอบห้อง

“เห็นไหม... ผีที่ไหนกัน เราแค่หลอนไปเอง”

เธอลุกขึ้นไปปิดประตูแล้วเดินกลับมา แต่พอเดินผ่านกระจกตรงหน้าตู้เสื้อผ้า... มะปรางก็เห็นเงาผู้ชายคนหนึ่งยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เธอหันขวับกลับไปทันที แต่ก็ไม่มีใครอยู่ เธอค่อยๆ หันกลับไปมองกระจกอีกครั้ง ชายคนนั้นยังคงยืนอยู่ในกระจก เสื้อเชิ้ตสีขาวเปื้อนเลือด ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาจ้องมองเธอ

“กรี๊ดดดดดด!”

เธอหันหลังกลับไปมองอีกครั้ง ก็พบเพียงความว่างเปล่า

“ไม่มีอะไร... เครียดไปเองทั้งนั้น”

สองวันต่อมา หลังไปอาศัยนอนบ้านแพร เธอคิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากอาการประสาทหลอนเพราะพักผ่อนน้อย

ทว่าทันทีที่เปิดประตูห้อง...

ของที่เคยเก็บใส่กล่องของเดชกลับถูกนำออกมากองไว้กลางห้อง รูปถ่ายคู่กับเดชวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งที่เธอเป็นคนแพ็กเก็บเข้าตู้ไปแล้วกับมือ มะปรางก้าวขาไม่ออก เธอเดินเข้าไปหยิบรูปขึ้นมา ในภาพเธอกำลังยิ้มอยู่ข้างเดช

ติ่ง!

โทรศัพท์สั่นเตือนข้อความจากใครบางคน

คิดถึงพี่ไหม

ข้อความใหม่แทรกเข้ามาทันที

พี่อยู่ข้างหลังปราง

มะปรางยืนแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวหลังมอง โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง

หันมาสิ

มะปรางทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งออกจากห้องทันที ครั้งนี้เธอไม่คิดแล้วว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือคิดไปเอง เธอต่อสายหาแม่ทันที

“ว่าจั่งใด๋ล่ะลูกปราง?” (ว่าไงลูก?)

“แม่...” มะปรางเสียงสั่น

“แม่กับพ่อยังไม่นอนใช่ไหม...”

“กำลังสิเคลิ้มหลับนี่ล่ะ มีหยังบ่ลูก เสียงคือเป็นจั่งซั่น?” (กำลังจะเคลิ้มหลับเลย มีอะไรหรือเปล่า เสียงทำไมเป็นอย่างงั้น?) น้ำเสียงแม่เริ่มตระหนก

“หนูถามอะไรหน่อย... แม่เคยได้ยินเรื่องคนตายแล้วกลับมาหาคนเป็นไหม?”

ปลายสายเงียบกริบไปพักใหญ่ ก่อนที่แม่จะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เป็นหยั่งมึงคือถามจั่งซี้... เกิดหยังขึ้น?” (ทำไมถึงถามอย่างงั้นลูก เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?)

มะปรางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง

“พ่อ! พ่อมันเอ๊ย! มาเว้ากับลูกเบิ่งแนเร็ว!” (พ่อ! พ่อ! มาดูลูกหน่อยเร็ว!)

“มีหยั่ง? เอิ้นเสียงดังแท้” (มีไร? เรียกเสียงดังจัง)

แม่ยื่นโทรศัพท์ให้พ่อ “คุยกับลูกแมะ อีปรางมันโดนผีบักเดชตามหลอกตามหลอนอยู่นู่น!” (คุยกับลูกหน่อย ปรางมันโดนผีเดชตามหลอกตามหลอนอยู่นู่น!) พ่อรีบรับสายไปแนบหู น้ำเสียงขรึมเข้มขึ้นทันที

“ปราง ฟังพ่อเด้อลูก” (ปราง ฟังพ่อนะ)

“ค่ะพ่อ...”

“มึงเก็บเสื้อผ้า กลับมาบ้านเฮ้าก่อน” (เก็บเสื้อผ้า กลับมาบ้านเราก่อน)

“พ่อ... แต่หนูต้องทำงานนะ”

“ลางาน” พ่อมสั่งเสียงแข็ง

“ลางานลาจักวันก็ลาไป เรื่องใหญ่ปานนี้มึงสิอยู่นั่นคนเดียวได้จั่งใด๋” (ลางานกี่วันก็ลาไป เรื่องมาขนาดนี้ลูกจะคนเดี๋ยวได้ไง)

“ทำไมต้องให้หนูกลับด้วยล่ะพ่อ...”

“เรื่องนี้กูบ่อยากให้มึงอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว” (เรื่องนี้พ่อไม่อยากให้ลูกอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว)

“พ่อรู้จักคนสิซ่อยมึงได้” (พ่อรู้จักคนที่จะช่วยลูกได้)

“ใครเหรอพ่อ?”

“พ่อหมอ”

มะปรางเงียบไปครู่หนึ่ง

“หมอผีเนี่ยนะพ่อ?”

“เออ” พ่อตอบ

“เพิ่นเก่งคัก ชาวบ้านแถวนี้เคารพเพิ่นเบิด มาให้เพิ่นซ่อยผูกขวัญไล่ผีออกให้” (เขาเก่งมาก ชาวบ้านแถวนี้เคารพเขาหมด ให้เขาช่วยผูกขวัญไล่ผีให้)

มะปรางไม่มีคำตอบ ภาพเดชในกระจกยังคงติดตา สุดท้ายเธอก็ต้องยอม “ก็ได้ค่ะ... หนูจะรีบกลับ”

“เออ ดีแล้ว แม่สิเตรียมห้องไว้รอเด้อ” (ดีแล้ว แม่จะเตรียมห้องไว้รอนะ) แม่พูดแทรกขึ้น

ก่อนจะวางสาย มะปรางถามขึ้นมา

“พ่อ... พ่อหมอชื่ออะไรเหรอ?”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพ่อจะตอบกลับมา

“พ่อหมออินทร์”

มะปรางขมวดคิ้ว ชื่อนี้คุ้นหูอย่างประหลาด แต่เธอนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหน

“โอเคค่ะพ่อ พรุ่งนี้เจอกัน”

สายถูกตัดไป

อีกด้านหนึ่ง

อำเภอหาดคำ จังหวัดหนองคาย

อินทร์นั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อกกหน้าโต๊ะหมู่บูชา

ร่างสูงใหญ่ของพ่อหมอหนุ่มที่ท่อนบนเปลือยเปล่า มีเพียงกางเกงผ้าเนื้อหนาสีเข้ม บนกายเขามีรอยสักยันต์ที่หลังและอักขระขอมโบราณสลักด้วยหมึกสีดำเข้ม ลามไปถึงหัวไหล่และลำคอ เขาจุดเทียนเล่มแรกด้วยไม้ขีดไฟ

อินทร์เอื้อมมือหนาไปหยิบด้ายสายสิญจน์ขึ้นมา นิ้วมือเรียวยาวแต่หยาบกร้านค่อยๆ ออกแรงผูกปมลงบนเส้นด้ายทีละปม

เขาค่อยๆ ท่องบทสวดพระคาถา

“นะโมพุทธายะ... นะมะพะทะ... จะพะกะสะ...”

เสียงท่องคาถาดังต่อเนื่อง อินทร์ค่อยๆ นิ้วมือยังคงขยับผูกปมด้ายไปตามจังหวะบทสวด

“นะมะพะทะ... อะระหัง... โอมจิตตัง วิญญาณัง ปรโลกัง...”

วูบ!

เปลวเทียนตรงหน้าไหวจนแทบดับ ทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่านเข้ามาแม้แต่น้อย

อินทร์เอื้อมมือไปคว้าตะกรุดทองแดงขึ้นมาวางบนฝ่ามือ แล้วกำมันไว้แน่น เสียงคาถายังคงออกจากปากไม่หยุดหย่อน เขาหยิบผ้ายันต์สีแดงขึ้นมา คลี่ผืนผ้าออกช้าๆ บนผ้ายันต์เต็มไปด้วยอักขระลงหมึกอาคม อินทร์วางมันลงตรงกลางโต๊ะไม้ ก่อนจะจิ้มปลายมีดหมอเล่มเล็กสลักงาช้างลงไปตรงกลางผ้ายันต์

กึก!

สิ้นเสียงมีดหมอ เสียงท่องคาถาหยุดลงทันที อินทร์ค่อยๆ ถอนลมหายใจยาว วางของขลังลงบนผ้ายันต์ มุมปากหนาค่อยๆ ยกขึ้นนิดๆ ยากจะคาดเดาความหมาย ก่อนที่เขาจะยื่นหน้าไปเป่าลมเบาเทียนตรงหน้าให้ดับลง

บทถัดไป